บทความนี้ก็จะแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบมา เป็นความรู้ เผื่อไว้รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับคนทำอาชีพอิสระ ทำ งานส่วนตัว เมื่อต้องเข้าสังคม คบหาสมาคมกับผู้คน จะต้องวางตัวอย่างไร มีอะไรต้องเตรียมรับมือบ้าง ซึ่งผู้อ่านอาจจะไม่เจอในแบบที่ ผู้เขียนเจอมาก็ได้

 

ตัวอย่างการวางตัวแบบต่างๆ

1. สงบปากสงบคำ พูดให้น้อย

อย่าพูดอะไรมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องความสำเร็จของการงาน สร้างกำแพงกั้นตัวเองไว้บ้าง อย่าให้ใครเข้าถึงมากเกินไป โดย เฉพาะในช่วงกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ลงมือทำงาน ลุยให้เต็มที่ การวางตัวแบบนี้ จะทำให้คนเกรงใจ ไม่กล้าเข้ามาวุ่นวาย ทำให้เสียสมาธิ ซึ่งก็จะมีทุกรูปแบบ บางคนก็ตำหนิ บางคนก็ดูถูก อิจฉา บางคนก็ด่า เพราะความอิจฉา บ่น ฯลฯ เรื่องพวกนี้ก็เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ เขียนเจอมาทั้งหมด การวางตัวให้ดีจะช่วยป้องกันตัวเองได้ โดยเฉพาะกับญาติพี่น้อง ซึ่งบางคนก็ตัดปัญหาด้วยการไม่คบใคร ไม่เอาใคร เลย เพราะมีแต่คนมาขอให้ช่วยค้ำประกัน แต่ละคนวินัยการเงินแย่ๆ ทั้งนั้น วางตัวไม่ดี ลำบากแน่

 

2. จัดการกับความคาดหวังของคนรอบข้าง

ไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะให้ใครมายอมรับหรือเข้าใจในเรื่องการงานของเรา ไม่ต้องไปสนใจความคาดหวังของใคร หากความคาดหวัง นั้น ไม่อยู่บนทางที่สมเหตุสมผล วางแผนไว้อย่างไร ก็เดินหน้าไปตามนั้นอย่าเสียเวลาอธิบาย หรือพิสูจน์อะไรทั้งนั้น

บางคนนั้น ได้ปักธงในใจแล้วว่า อยากจะให้เราเป็นอะไร หรือตัวเองอยากจะเป็นอะไร ก็จะคิดว่าสิ่งนั้นดี ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยสัมผัสว่า ดีจริงหรือไม่ จึงอาจจะทำให้เกิดปัญหากัน ดังนั้นจึงควรคบหากับคนที่คบกันแล้ว มีแต่เรื่องดีๆ หรือสนใจในเรื่องเดียวกัน หากมีเรื่องไม่ดี หรือมีปัญหากัน โดยมีเรื่องของอาชีพ การงาน รายได้ ความมีหน้ามีตาของอาชีพ เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง ที่จะไม่คุย

 

การที่แนะนำอย่างนี้ เพราะการทำอาชีพอิสระ ที่ต้องการความมั่นคงเรื่องรายได้ จะต้องเน้นนำเงินไปลงทุนให้มีรายได้หลายทาง และมีโอกาสสร้างความมั่นคงในอนาคต โดยไม่ต้องทำงานมากนัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป กว่าจะประสบความสำเร็จ ระยะเวลาที่ยาวนานอย่างนี้ จึมีโอกาสทะเลาะกับคนรอบทิศ เพราะคนส่วนใหญ่คาดหวังความสำเร็จที่เร็วเกินไป คนนั้นเป็นข้าราชการกู้ ได้มาก ก็กู้เงินมาซื้อรถยนต์ ไม่นานมีรถขับ ก็เข้าไปว่า รวยเร็ว อาชีพนั้นประสบความสำเร็จเร็ว ลืมไปว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวัน เดียว หากคนทำอาชีพส่วนตัว สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้เหมือนข้าราชการ ก็จะสามารถกู้มาซื้อรถ ซื้อบ้านได้ไม่ต่างกัน นี่คือเรื่องที่ น้อยคนจะเข้าใจ และไม่ควรไปเสียเวลาอธิบาย วางแผนไว้อย่างไร ก็มุ่งไปทางนั้น

 

บางคนยอมหนีหน้าหายไปสิบกว่าปี เก็บตัวทำงาน เจออีกที ล่ำซำ ร่ำรวย เพราะแอบเก็บตัวเก็บเงินสร้างฐานะ แทบไม่ยุ่งกับเพื่อน ฝูงเลย เรื่องแบบนี้ก็ต้องเข้าใจกัน อย่าไปคิดแบบคนเห็นแก่ตัว ว่าเพื่อนกันก็ต้องดูแลกัน รักกัน ความเป็นจริงแล้ว คงเป็นไปได้ยาก การพยายามพึ่งตนเองนั้นดีที่สุด ไม่ใช่ว่าต้องมีเพื่อนฝูงอยู่ใกล้ๆ แล้วจึงจะมีความสุข ใครไม่เข้ากลุ่มก็ไม่คบ คิดแบบนั้นก็จะเป็นทุกข์ ในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ควรทำโดยเฉพาะคนทำอาชีพอิสระ ช่วงเวลาที่อายุยังน้อย ควรเอาเวลาไปสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน เพราะร่าง กายยังแข็งแรง มีโอกาสหาเงินได้มากกว่า และตั้งตัวได้เร็วกว่า เมื่อตั้งตัว สร้างฐานะได้มั่นคงแล้ว จะกลับมาคบกันก็ไม่สาย หรือไม่มี ใครคบเลย ก็จะไม่ลำบาก เพราะไม่มีตัวช่วยเหมือนอาชีพอื่น

 

3. การเตรียมรับมือหรือวางตัวกับครอบครัว

คนที่อาจจะไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบอาชีพนี้ ซึ่งอาจจะมีทั้งครอบครัวของตัวเอง หรือคู่ครอง ซึ่งบางทีก็หนักพอกัน ใครก็อยากจะมี ลูกหลาน ลูกเขยที่มีหน้ามีตา ร่ำรวย มีอาชีพที่ได้รับการยอมรับ หากไม่สามารถคุยกันด้วยเหตุผลได้ ก็ต้องวางแผนแยกตัวให้ห่างตั้งแต่ เนิ่นๆ ทั้งเรื่องการเงิน การเตรียมตัวหาที่อยู่ของตัวเอง แยกตัวออกจากครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือแม้แต่เพื่อนฝูงไปหาสังคมใหม่และ เริ่มต้นใหม่ แต่ไม่ว่าครอบครัวจะว่าอย่างไร ผู้เขียนก็แนะนำให้แยกตัวอยู่ดี ออกไปสร้างที่อยู่ของตัวเอง เพราะสมาชิกในครอบครัว เมื่อ ต่างคนต่างโตขึ้น แยกกันมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว บางทีพี่น้อง ก็กลายเป็นคนอื่นคนไกลไปแล้ว อ่านให้ขาด สมาชิกในครอบครัว เป็นอย่างไร ใจดี ช่วยเหลือกันหรือเห็นแก่ตัว จะได้เตรียมตัวรับมือได้ทัน

 

บางคนนั้นอยู่ด้วยความอดทน เพราะคิดว่า เมื่อมีรายได้ดี ประสบความสำเร็จ พ่อแม่อาจจะยอมรับ แต่เรื่องแบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ต้องดูความคาดหวังของคนในครอบครัว ต้องการแบบใด อยากให้ลูกหลานเป็นอย่างไร ก็จะต้องได้แบบนั้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางยอมรับ และเมื่อมีปัญหากันมากๆ เรื่องที่อาจจะทำให้ต้องเสียใจมากที่สุดก็คือ โดนไล่ออกจากบ้านและทะเบียนบ้าน เพราะไม่ตามใจอีกฝ่าย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนได้พบมา

 

การที่ครอบครัวจะยอมรับได้นั้น มักจะต้องมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น เช่น พ่อแม่เจ็บป่วย แต่คนที่สามารถดูแลได้ ก็คือคนที่ทำอาชีพอิสระ เพราะมีเวลามากกว่าทุกคน ในขณะที่คนอื่นซึ่งมีหน้าที่ การงานดี ร่ำรวย มีทุกอย่างตามที่พ่อแม่ต้องการ แต่กลับไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะสิ่งที่ลูกหลานเหล่านั้น ไม่สามารถให้ได้ ก็คือเวลานั่นเอง ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงาน

เมื่อนั้นพ่อแม่ก็จะเริ่มเข้าใจและรู้ว่าอาชีพอิสระ ก็มีข้อดี แต่เรื่องแบบนี้ กว่าจะคิดได้ บางคนก็ใกล้จะสิ้นใจตายอยู่แล้ว ได้แต่เสียใจที่ ผ่านมาทำให้ลูกหลานบางคนเสียใจ เพราะไม่เข้าใจ แต่บางคนเมื่อหายดีแล้ว ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ไม่ยอมเข้าใจอะไรเหมือนดิม ต่างจากช่วงใกล้จะตาย คนเราจะเริ่มคิดได้ เพราะการปล่อยวาง เรื่องนี้ก็เป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนเจอมาอีกเช่นกัน

 

การแยกตัวจากครอบครัว จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากพ่อแม่มีความคาดหวังกับลูกหลานที่มากเกินไป หรือไม่เห็นด้วยกับงานที่ทำ ไม่ชอบ ไม่ปลื้ม ลึกๆ แล้วไม่ยอมรับ เก็บกดไว้นานวันเข้าก็จะระเบิด แล้วก็จะเริ่มบ่น ด่า หนักขึ้นตามอายุของตัวเอง ยิ่งแก่มาก ก็ยิ่ง บ่นมาก โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เคยประสบความสำเร็จมากกว่าลูกหลาน ก็จะมีแต่คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ดูถูก ดูแคลน บ่นด่า โดยไมยอมรับ ความจริงที่ว่า คนเรานั้น ฉลาดไม่เท่ากัน เก่งไม่เท่ากัน จะให้เหมือนกันเป็นไปไม่ได้ แต่ความดีที่ทำนั้น กลับมองไม่เห็นเลย

 

4. การวางตัว คบหาสมาคมกับเพื่อนฝูง

เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน รวมทั้งเพื่อนฝูงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น เป็นข้าราชการบ้าง ระดับผู้จัดการ ผู้บริหารบ้าง จากเพื่อนฝูงที่เคยรักใคร่กัน เข้าใจกัน อาจจะเริ่มเปลี่ยนไป บางคนรักเพื่อน ก็คาดหวังให้เพื่อนได้ดี บางคนก็ดูถูก บางคน ก็ให้กำลังใจ มีทุกแบบ ก็ถึงเวลาต้องเลือก เช่นกัน คบใครแล้วสบายใจ ก็คบกันต่อไป หากความคิดไปกันคนละทาง ก็แสดงว่าได้ถึง เวลาต้องจากกันแล้ว เดินทางจากไปอย่างเงียบๆ ทางใครทางมัน ดีที่สุด

 

เรื่องนี้ต้องทำใจและปล่อยวาง เลือกคบเพื่อนที่เข้าใจกันก็พอแล้ว ไม่ต้องไปพยายามอธิบายอะไร เพราะแต่ละคนก็จะมีทางเดินของ ตัวเอง เมื่อต่างยึดมั่นถือมั่นว่า สิ่งที่ตนคิดนั้นดี ถูกต้องที่สุดแล้ว ก็ต้องเจอกันสายกลาง มีระยะห่างในการคบกัน หรือได้เวลาต้องจาก กันแล้ว ก็ต้องจาก คนเราคบกันเป็นแฟนยังมีวันเลิกกัน แล้วก็จากกันไป เหมือนตายจากกันไป การเป็นเพื่อนก็ไม่ต่างกัน อย่าไปยึดติด มากจะทำให้เป็นทุกข์ จากเป็นหรือจากตาย เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากกันอยู่ดี

 

หากงานของตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ ก็เอาเวลา เอาสมองมาคิดเรื่องนี้จะดีกว่า การที่คนเราจะเข้าใจเรื่อง หนึ่งเรื่องใด ก็อยู่ที่เวลา ต้องรอเวลา ให้มีประสบกาณณ์ อาจจะสามารถเข้าใจกันได้ อย่างบางเรื่องที่เคยมีคนสอนเรา บางทีกว่าจะเข้าใจ เวลาอาจผ่านไปหลายปีหรือบางทีก็สิบกว่าปีแล้ว

 

แต่หากมีเพื่อนที่เข้าใจก็จะเป็นเรื่องดี เพราะคนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ชีวิตมีขึ้นมีลง บางคนเหมือนจะมีครอบครัวที่ดี แต่การเลิกรา กัน ก็ทำให้ไม่เหลืออะไรเลย ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เมื่อนั้นก็จะเป็นโอกาสของเพื่อนที่ดีที่จะได้ช่วยเหลือกัน

 

5. การเตรียมรับมือกับความอิจฉาของคนรอบข้าง

เมื่อทำงานส่วนตัวแล้วประสบความสำเร็จ ร่ำรวย ต้องระวังความอิจฉาของคนรอบข้าง โดยเฉพาะในบรรดาเพื่อนบ้าน หรือญาติพี่ น้อง หรือแม้แต่พี่น้องที่คลานตามกันมาก็ตาม เรื่องนี้ผู้เขียนได้ประสบมาหมดแล้ว มันมีเรื่องแบบนี้อยู่ในชีวิตจริง หากประสบความ สำเร็จร่ำรวยก็ต้องเตรียมรับมือ การวางตัวจึงมีความสำคัญ วางตัวดี ปัญหาก็จะน้อยลง

 

ผู้เขียนมีปัญหากับเพื่อนบ้านที่อิจฉา เพราะเห็นว่า การงานไปได้ดี มีเงิน ร่ำรวยเกินหน้าเกินตา โกรธเกลียดไม่พอใจ แล้วก็ แสดงออกมาด้วยการด่าบ้าง นินทาบ้าง แช่งให้ล่มจมบ้าง กระทำแบบออกหน้าออกตา ยิ่งกว่าในละครช่อง 7 สี มีปัญหากันสิบกว่าปี

 

ปัญหาอย่างนี้แก้ไขยากมาก สิ่งที่ต้องทำตั้งแต่แรก ก็คือ ต้องรู้นิสัยของคนรอบข้าง เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องว่าเป็นอย่างไร มีโอกาส เกิดปัญหากับเรื่องงี่เง่าแบบนี้มากน้อยแค่ไหน และเตรียมรับมือ เช่น
- เรื่องรายได้ มากน้อย เพียงใด อย่าให้รู้ ถ่อมตนเข้าไว้ คนส่วนใหญ่ชอบคุย ชอบอวด ส่วนคนฟัง หน้าตาอาจชื่นชม แต่ในใจอาจกำลัง อิจฉา แต่รอ รอให้พลาดก่อน แล้วค่อยถล่ม หรือซ้ำเติม เรื่องนี้แม้แต่คนเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน ผู้เขียนก็เจอมาหมดแล้ว
- มีทรัพย์สมบัติ อย่าโชว์มากนัก ไม่ต้องอวด หากจะพูดจะบอกอะไรก็บอกตามจริง อย่าให้คนฟังเกิดความอิจฉา บางคนมีรายได้มาก เดือนละ 100,000 แต่ยังไม่บอกรายจ่ายอย่างละเอียด ทำให้คนฟังรู้สึกไม่ชอบที่เห็นคนอื่นเด่นเกินตัวเอง ก็ต้องแจงให้หมดว่า มีค่าใช้ จ่ายอะไรบ้าง กำไรจริงๆ เหลือเท่าไร หรือบอกแค่รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว จะให้ดีก็บอกตัวเลขให้น้อยที่สุด แต่ก็อีกนั่น แหละ บางคนพอรู้ว่ารายได้น้อย ก็แสดงอาการเหยียดหยาม ดูถูกทันที แต่คนที่ถามเรื่องรายได้ จากประสบการณ์ที่เจอมา คนเหล่านี้ มีไม่น้อยเป็นพวกขี้อิจฉา อยากจะรู้ว่า รวยเกินหน้าเกินตาตัวเองหรือไม่ ระวังจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกัน
- สงบปาก สงบคำ พูดให้น้อย คบคนให้น้อย แต่สุภาพอ่อนน้อม วางระยะความสนิทให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้กล้ามาวุ่นวายมากนัก แม้ จะอิจฉาอย่างไร ก็ไม่กล้าทำอะไรมากนัก เพราะไม่สนิทถึงขั้นจะกล้าพูดอะไรได้ และการวางตัวก็ไม่เด่นมากจนทำให้รู้สึกคันปากมาก นัก

 

" เมื่อใดที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้จะวางตัวดี พูดดี ปฏิบัติดี แต่ก็อย่าหวังว่า คนใกล้ตัวบางคนจะชื่นชมอย่างจริงใจ หากตัวเองไม่ได้ประโยชน์ไปด้วย โดยเฉพาะคนใกล้ตัว อย่างพี่น้องบางคนประสบความสำเร็จในการงาน แต่หากไม่เอาเงินมาแจกให้ใช้ ด้วย รวยแล้วใช้อยู่คนเดียว ก็อย่าหวังว่าจะยอมรับนับถืออย่างจริงใจ ลึกๆ ในใจ พร้อมถล่มเต็มที่ ถ้าล้มหรือผิดพลาด เรื่องแบบนี้มีอยู่ จริง ผู้เขียนก็เจอมากับตัว"

 

การคบค้าสมาคมกับคนทำงานแบบเดียวกันอาจจะดีที่สุด เข้าใจกัน ให้กำลังใจกัน หรือแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือกันได้ ทุกวันนี้ก็ มีกลุ่มเฟสบุ๊ค กลุ่มไลน์ ไม่เหงา

 

6. ระวังอย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นและนำปัญหาคนอื่นมาใส่ตัว

ความทุกข์หรือปัญหาที่เกิดกับคนเราอย่างหนึ่งก็คือ การไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น เรื่องของชาวบ้าน แล้วก็เก็บมาคิด ทำให้เกิด เป็นความทุกข์ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก็เอาแต่คิดอยู่นั่นแหละ ทำไมคนนั้นต้องเป็นแบบนั้น ทำไมถึงได้มีความคิดแบบนี้ ทำไมๆๆๆ ให้เรียนรู้การปล่อยวางและมองดูแต่ละชีวิตได้เดินไปตามทางของตัวเอง จะเป็นหรือตายก็ต้องปล่อยให้มีประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เรียนรู้วิธีเอาตัวรอด วางตัวอยู่ห่างๆ เสียบ้าง อย่าเข้าไปวุ่นวาย จนกลายเป็นปัญหาของตัวเองทั้งที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย

 

การเข้าสังคม ก็จะเจอคนหลายแบบ การเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น เพราะการทำงานส่วนตัวจะมีบางช่วงที่จำเป็น ต้องอยู่คนเดียว อย่างกรณีเป็นคนโสด งานบางอย่างที่ต้องทำนั้น จะต้องใช้เวลาต้องทุ่มเทอย่างมาก ไม่เช่นนั้น ก็ยากจะประสบความ สำเร็จ

 

การต้องไปเจอะเจอกับคนรอบข้างมากเกินไป อาจจะสร้างปัญหาปวดหัว โดยเฉพาะคนที่คิดมาก ชอบเก็บคำพูดคนอื่นมาคิด ใน ช่วงกำลังสร้างเนื้อ สร้างตัว ยังไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะมีคำพูดที่ทำให้เสียใจ บั่นทอนกำลังใจ พูดจาไม่เข้าหู ดังนั้นจึงต้องวางตัว ให้ดี จะได้ไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือนร้อน เพราะการที่คนเรามีปัญหานั้น สาเหตุหนึ่งก็มาจากการชอบไป เผือก กับเรื่องของคนอื่นนั่น เอง