คนรอบตัวหรือคนในครอบครัวมีผลต่อการทำงานส่วนตัวอย่างมาก สำหรับคนทำงานส่วนตัวที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงาน หรือทำงานมา นานแล้ว แต่รายได้ไม่มาก และไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จสักที คนรอบข้างก็มักจะเริ่ม บ่น ตำหนิ ดูถูก พูดจาในด้านลบ เปรียบ เทียบกับคนอื่น อาจจะมีแต่คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจ แล้วจะรับมืออย่างไร เมื่อเลือกแล้วที่จะเดินเส้นทางนี้

 

เรื่องแบบนี้ต้องเจออยู่แล้ว เพราะสังคมไทยเรานั้นเน้นอาชีพที่มีชื่อเสียง ลาภ ยศ หน้าตา สรรเสริญ เงินทอง จะเอาทุกอย่าง และ ต้องได้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นก็มักจะมีปัญหาเสมอ ยกเว้นบางครอบครัวที่เข้าใจลูกและเข้าใจโลก ดังนั้นต้องเตรียมตัว เตรียมรับมือ หา ทางหนีทีไล่ไว้ก่อน เช่น

 

1. เตรียมตัวทำอาชีพอิสระ ตั้งแต่เนิ่นๆ

หากคิดจะทำอาชีพนี้จำเป็นต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ และเริ่มทำก่อนหน้านั้น ไม่ใช่คิดว่าอยากจะทำก็ลงมือทำทันที โดยไม่เคยมี ประสบการณ์มาก่อน มีโอกาสเจ๊ง บางคนเพิ่งเรียนจบ อยากจะเปิดร้านทำงานส่วนตัว ก็ขอเงินพ่อแม่มาลงทุน สุดท้ายก็เจ๊ง เสียเงิน เปล่าๆ

 

บางคนวางแผนและเริ่มทำมานานแล้ว เป็นปีๆ กว่างานจะเริ่มอยู่ตัว จนมีรายได้มากพอ จากนั้นจึงออกจากงานแล้วมาประกอบ อาชีพส่วนตัว บางคนก็เริ่มตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ เรียนจบ ก็สานต่องานที่ทำไว้ได้ทันที กรณีอย่างนี้ คนในครอบครัวก็จะเห็นด้วย เพราะ หากมีรายได้เข้ามาแล้ว การหยุดกิจการ ก็จะเสียรายได้ คนในครอบครัวมักจะเริ่มยอมรับ ก็ต่อเมื่อมีรายได้แล้ว กิจการไปได้ดีแล้ว

 

ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา อาจจะไม่ตรงกับสายงาน นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งที่สถานศึกษาได้สอน จะเป็นวิธีคิด กระบวนการคิด จะ เอาไปประยุกต์ใช้กับงานใด ก็ได้ผลไม่ต่างกัน บางคนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เลือกมาเปิดร้านมินิมาร์ท ใช้เวลาว่างเล่นหุ้น การ เรียนในบางคณะก็ได้วิธีคิดที่ดี สามารถนำไปต่อยอดใช้กับการทำธุรกิจอื่นได้ และประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น

 

อย่างคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก ก็จะได้เรียนรู้กระบวนการคิดที่ลึกซึ้งมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น หากจะทำงานใด ก็ไม่ยากที่จะ ประสบความสำเร็จ กระบวนการคิดนั้นสำคัญ การคิดอะไรง่ายๆ ไม่มีการวางแผน เมื่อต้องทำอาชีพแข่งกับคนเรียนจบสูง จึงยากจะเอา ชนะ (แต่ไม่เสมอไป เพราะคนรวยมากๆ ในประเทศนี้ ไม่มีใครจบดอกเดอร์ แถมมาจากเมืองจีนอีกต่างหาก ไม่ได้เรียนภาษาไทย เลย)

 

2. ต้องรู้ความคาดหวังของครอบครัวหรือคนรอบข้าง

แต่ละครอบครัวก็มีความคาดหวังในตัวลูกหลานต่างกันไป ตามความชอบของตนหรือสิ่งที่ตนเคยมีหรือไม่เคยมี พ่อแม่บางคนคาด หวังว่าลูกๆ จะต้องเป็นข้าราชการ เพราะตัวเองชอบ หรือตัวเองเป็นข้าราชการอยู่แล้ว ลูกก็ต้องทำตาม ไม่เช่นนั้น ก็จะมีปัญหาจนกว่า จะตายจากกัน แม่ของผู้เขียนเป็นแม่ค้า แต่อยากให้ลูกเป็นครู เพราะครูมีหน้ามีตา ทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตาไปด้วย และการเป็นครูนั้นรวย เพราะแต่ละคน แม่ก็เห็นว่ามีบ้าน มีรถ ดูดี กู้เงินได้ คิดเองเออเอง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาบังคับให้ลูกทำตาม

 

ช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ นั้น เงินเดือนครูประมาณ 6,380 บาท เท่านั้นเอง น้อยมาก แต่ผู้เขียนเลือกทำอาชีพอิสระ ค้าขาย มีรายได้หลายหมื่นบาท บางเดือนก็หลักแสน แต่ก็ไม่ถูกใจ ยังอยากให้เลิก และไปสอบเป็นครูเหมือนเดิม จนต้องเลิกเข้าบ้านหลายปี เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่อยากมีปัญหากัน เพราะลำพังส่งน้องเรียนก็เดือนละ 5,000 บาท เข้าไปแล้ว เงินเดือนครู 6,000 กว่าบาท จะ เอาชีวิตรอดได้อย่างไร

 

วิธีคิดของคนรุ่นเก่าอาจมองว่าการเป็นข้าราชการนั้นดีมาก พ่อแม่ป่วยเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าไม่เป็น อย่างที่คิด พ่อผู้เขียนป่วยเป็นโรคปอด ไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลได้ มีปัญหากับพัดลมและกลิ่น เรื่องยา และอุปกรณ์อื่นๆ ทางโรง พยาบาลก็นำมาให้ใช้ฟรีถึงบ้าน แต่เรื่องอาหารการกิน ไม่สามารถกินอาหารธรรมดาทั่วไปได้ เป็นอาหารพิเศษต้องซื้อเอง ไม่สามารถ เบิกได้ในทุกกรณี

 

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ทำให้รู้ว่า การเป็นข้าราชการนั้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถเบิกได้ทั้งหมดทุกอย่าง โชคดีที่น้องสาวทำงาน ส่วนตัว มีรายได้ดี ก็สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ไม่เช่นนั้นก็คงจะลำบากมาก เพราะการใช้จ่ายต้องใช้เงินสด

 

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปในแต่ละวัน งานต่างๆ ก็เปลี่ยนไป งานที่เคยคิดว่าดี อาจจะแย่ในอนาคต บางสาขาเรียนจบออกมาแล้วไม่มี งานรองรับ ทั้งๆ ที่ค่าเรียนแสนแพง อย่างงานด้านการศึกษา ทุกวันนี้เด็กเกิดน้อยลง อนาคตอาชีพครูต้องมีปัญหาแน่นอน แต่ผู้สูงวัย มากขึ้น ดังนั้นอาชีพพยาบาล คนรับดูแลคนแก่ ก็น่าจะมีรายได้ดี และหลายคนก็เตรียมเงินไว้ดูแลตัวเองไว้แล้ว

 

งานบางอย่าง มีการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนมนุษย์ จึงเลิกจ้างพนักงาน และบางหน่วยงานก็ปิดสาขาเยอะมาก เช่น ธนาคาร พนักงานธนาคาร พากันตกงานไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เรื่องการบังคับหรือคาดหวังให้ลูกหลานต้องศึกษาตามใจตัวเองนั้น พ่อแม่ต้องศึกษาอาชีพใหม่ๆ ต้องตามเทคโนโลยีด้วย เพราะ หากลูกคือความหวังที่จะทำให้ครอบครัวดีขึ้น เป็นเสาหลักของครอบครัวในอนาคต แต่ดันไปคาดหวังให้ทำงานที่ไม่มีอนาคต เพราะ ความไม่รู้ของตัวเอง บางสาขาอาชีพค่าเรียนแพงมาก แต่จบออกมาแล้ว ตกงาน ก็จะพากันแย่ทั้งครอบครัว ประสบการณ์ของคนรุ่น หนึ่งอาจจะใช้ได้แค่ในช่วงอายุของคนรุ่นนั้นเท่านั้น ทุกวันนี้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เรียนรู้ตลอดเวลา และไม่สามารถนำประสบการณ์ ของคนรุ่นเก่ามาใช้ได้ รุ่นใครรุ่นมัน ต้องปรับเปลี่ยนหาทางเอาตัวรอดกันเอง

 

งานอิสระที่ครอบครัวเห็นด้วยและสนับสนุน

บางครอบครัวก็สนับสนุนที่ลูกหลานได้ทำสิ่งที่ชอบ และร่วมมือด้วย หากมีพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวแบบนี้ ก็จะมีกำลังใจ ยิ่งให้การช่วย สนับสนุนทั้งด้านเงินทองและอื่นๆ ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งมีโอกาสก้าวหน้า