โอกาสอยู่รอดของการทำอาชีพอิสระ อาชีพส่วนตัว หรือแม้แต่การเป็นพนักงานบริษัทก็ตาม การประสบความสำเร็จนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารเงินที่หามาได้ ใครบริหารเงินได้ดี ก็มีโอกาสรวย แต่อาชีพอิสระหากวางแผนดีและมีวินัยปฏิบัติ ตามแผนที่วางไว้ได้ ก็มีโอกาสมีรายได้ที่มั่นคง ชีวิตไม่ลำบาก แต่หากบริการเงินไม่เป็น ก็จอดทุกราย การทำงานประจำ ผู้มีรายได้ พนักงาน ก็นำความรู้ไปใช้ได้เช่นกัน

 

หลักการบริหารเงินเบื้องต้น

ก่อนอื่นเราไปดูวิธีบริการเงินเบื้องต้นกันก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำอาชีพอิสระหรือใครก็ตามที่มีรายได้ มีเงินเดือน จำเป็นจะ ต้องรู้ และต้องทำ ไม่เช่นนั้น รอดยาก!!

1. รู้รายจ่ายที่แท้จริงของตัวเองเสียก่อน

ก่อนอื่นต้องรู้รายจ่ายที่แท้จริง โดยต้องรู้หลายระดับตั้งแต่

- ระดับลำบากที่สุด

ใช้จ่ายอย่างประหยัดมาก ไม่สร้างหนี้ใดๆ ทำอาหารกินเอง ปลูกพืชผักกินเองบ้าง ไว้รองรับยามงานการไม่ดี รายได้มีปัญหา หรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินทำอะไรบางอย่าง เช่น ทำงานออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องพบปะผู้คน สมมุติว่าหาเงินได้เดือนละ 30,000 บาท ก็ย้ายหนีไปอยู่ต่างจังหวัดไกลๆใช้จ่ายอย่างประหยัดเดือนละ 5,000 บาท เก็บเดือนละ 25,000 บาท เพื่อต้องการซื้อ ที่ดินราคา 500,000 บาท ก็จะใช้เวลาเก็บเงินสดไม่ถึง 2 ปี เป็นต้น อาชีพอิสระบางอย่างมีช่องทางลดรายจ่ายค่อนข้างมาก จึงมีโอกาสเก็บเงินได้มากเช่นกัน

 

- ระดับสบายๆ

เป็นระดับการใช้งานปกติ มีเงินมีใช้สบายๆ เมื่อเริ่มมีทรัพย์สมบัติบ้างแล้ว เช่น มีบ้านแม้จะต้องผ่อน แต่บ้านก็เริ่มปรับ ราคาสูงขึ้นแล้ว ไม่ติดลบ สามารถรีไฟแนนซ์ได้หากมีปัญหาการเงิน มีที่ดินก็เพาะปลูก ขายพืชผลได้ทุกปี หรือมีบ้านให้เช่า หรือลงทุนอย่างอื่น มีรายได้เพิ่มหลายทางแล้ว

 

- ระดับฟุ่มเฟือยเล็กน้อย

ให้ความสุขตัวเองบ้าง เมื่อรายได้ดีขึ้นมาก มีรายได้จากหลายทางที่เริ่มมั่นคงมากขึ้น แต่วินัยการเงินต้องไม่เสีย หากจุดมุ่ง หมายหลักในการบริหารเงินยังไม่ประสบผลสำเร็จ

 

2. ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เมื่อรู้รายจ่ายของตัวเองในระดับต่างๆ แล้ว คราวนี้การวางแผนจะทำอะไรก็ง่ายขึ้น เช่น วางแผนลงทุนเพิ่ม จะซื้อที่ดิน จะ ซื้อบ้าน ก็ปรับลดรายจ่ายของตัวเอง เข้ากับโหมดต่างๆ โหมดลำบาก โหมดสบายๆ หรือโหมดฟุ่มเฟือยนิดหน่อย

 

การฝึกลดรายจ่ายให้มากที่สุด และลองเอาตัวรอดให้ได้ เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้รู้ว่า เงินน้อยที่สุด ที่จะทำให้อยู่รอดได้ใน 1 เดือน ต้องใช้กี่บาท ต้องกินอาหารอย่างไร แบบไหน ใช้จ่ายอย่างไรบ้าง เรื่องนี้จำเป็นต้องเรียนรู้ ไว้รับมือยามชีวิตตกระกำ ลำบากเพราะงานส่วนตัวนั้นไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะหากไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ไม่มีที่พึ่งพาอีกแล้ว จึงต้องรู้วิธีเอาตัว รอด

 

ตัวอย่างการลดรายจ่ายขั้นเทพแบบต่างๆ

1. หุงข้าวกินเอง ทำอาหารกินเอง ประหยัดกว่าซื้อข้าวกินเกินเท่าตัว 2. ข้าวของเครื่องใช้รอบตัว รู้จักเลือกจะช่วยประหยัดเงินอย่างมาก อย่างกาแฟซองละ 4-5 บาท กับกาแฟแก้วละ 50 บาท ซึ่ง ข้าวของเครื่องใช้ยังมีอีกมากที่ทำให้เราเสียเงินในแต่ละเดือนค่อนข้างมาก 3. เลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่มีความทนทาน ไม่เสียบ่อย ประหยัดเงินค่าใช้จ่าย 4. ประหยัดไฟฟ้าด้วยการรู้จักเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออีเล็คทรอนิค เช่น ใช้โน้ตบุ๊คแทนคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ หรือใช้แท็บ เล็ตแทนคอมพิวเตอร์ 5. ประหยัดเงินกับรถยนต์ จักรยานยนต์ด้วยการใช้รถที่เหมาะสมกับฐานะ ประหยัดค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา และอย่าเปลี่ยน รถบ่อย ฯลฯ

 

3. เร่งนำเงินไปลงทุน

เงินที่หักจากรายจ่ายทั้งหมดแล้ว ให้เร่งนำไปลงทุน เพื่อสร้างสิ่งที่จะสร้างผลตอบแทนในอนาคต เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร มีเงินปันผลจากการซ์้อหุ้น มีค่าเช่าจากบ้านหรือที่พักให้เช่าหรือมีรายได้ผ่านช่องทางอื่น หากสามารถทำได้เร็ว ชีวิตก็จะมีความมั่นคงเรื่องเงินเร็วขึ้น หรือมีโอกาสเกษียณตัวเองเร็วขึ้น ซึ่งมีหลายวิธี เช่น

 

- การผลิตสินค้าของตนเอง หากสินค้านั้นๆ ช่วยเราทำงานหาเงินได้ สร้างรายได้ให้เรา ก็อาจจะไม่ต้องทำงานอีกเลย สินค้ามีหลายแบบ อย่าง เพลง ก็ถือว่าเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง บางคนแต่งเพลง ทำเพลงลง Youtube รับเงินจากการคลิกโฆษณา แต่ละเดือนก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว นั่งๆ นอนๆ รอจนกว่า Youtube จะรวยแล้วปิดกิจการ ค่อยหาอาชีพใหม่ หรือผลิตสินค้าขึ้นมา แล้วก็ขายได้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรเช่นกัน ควรผลิตสินค้าแนวทรัพย์สินปัญญาแบบนี้ไว้สักอย่าง เพราะลงทุนน้อยไม่เสี่ยง เลย

 

- หากไม่ถนัดในการผลิตสินค้าใดๆ ก็เน้นนำเงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ซื้อบ้านไว้ให้เช่า ซื้อที่ดินไว้ขายทำกำไร หรือ ทำการเกษตร ซื้อหุ้นไว้รับเงินปันผล ซื้อตราสารหนี้ ซื้อประกันชีวิต อย่าไปคิดว่าตายแล้วไม่ได้ใช้ เพราะเวลาตายจะมีค่าทำ ศพหลักแสนเหมือนกัน ซื้อสลากออมสินไว้รับเงินรางวัล ฝากธนาคารกินดอกเบี้ย ฯลฯ เพื่อให้มีรายได้จากการลงทุนเหล่านี้ หากมากพอกับรายจ่ายแต่ละเดือนแล้ว ก็จะไม่ต้องทำงานมากนัก เพราะมีรายได้ทางอื่น ในเว็บไซต์ pantip หรือ ยูทูปก็มีคน ทดลองฝากเงิน หรือซื้อสลากธนาคารแล้วนำมาแชร์กันมากมาย ในเรื่องนี้

 

- ศึกษาช่องทางลงทุนด้านอื่นที่เน้นให้ผลตอบแทนเป็นรายได้ เพื่อจะได้มีสภาพคล่องการเงิน อย่าซื้อสิ่งของที่เก็บไว้รอขาย เมื่อมีกำไร อย่างนาฬิกา พระเครื่อง หรือรถยนต์บางรุ่น แต่เน้นลงทุนกับสิ่งของที่ให้ผลตอบแทนทุกเดือน เพราะทรัพย์สิน เหล่านี้ บางอย่างนั้นจะมีราคาก็ต่อเมื่ออยู่กับคนที่มีอำนาจ อิทธิพลหรือมีชื่อเสียง อย่างพระเครื่องหากอยู่กับชาวบ้าน อาจจะ มีราคาหลักหมื่น แต่อยู่กับนักการเมือง หรือคนมีอำนาจ ก็มักจะมีราคาหลักล้าน เคยมีข้าราชการทหารบางคนไปเช่าพระ เครื่องมาหลักล้าน แล้วให้ลูกน้องเอาพระเครื่องไปให้เซียนพระเจ้าชองร้านที่ได้เช่ามานั้นตีราคา ปรากฏว่าเป็นพระปลอม ไม่มี ราคา แต่หากเอาไปด้วยตัวเอง ก็จะเป็นพระจริง และมีราคาหลักล้านเหมือนเดิม สินค้าแบบนี้มีแนวโน้มเป็นแบบนี้ จึงต้องระวัง ให้ดี

 

ในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ทองคำมีราคาปรับตัวสูงมาก จำได้ว่า สูงเกิน 25,000 บาท ผู้เขียนก็ได้ซื้อไว้เหมือนกัน แต่ซื้อแค่ สลิงเดียวเท่านั้น เน้นเอาไว้เข้าโรงรับจำนำ เวลาเงินขาด ไม่พอใช้ ไม่ต้องไปหยิบยืมใคร แต่ต้องรออยู่นานกว่าทองจะปรับ ราคาสูงขึ้น เพราะอยากจะขายแล้ว ซึ่งแม้จะปรับราคาสูงขึ้น แต่วันที่ขายก็ขาดทุนไปตั้ง 600 บาท เป็นค่ากำเหน็จ ปัจจุบัน ทองมีราคาลดลงมากกว่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า คนที่ซื้อบาทละ 23,000 บาท ขึ้นไป จะขาดทุนมากเพียงใด เพราะบาง ช่วงทองก็ลดราคามาเหลือไม่ถึง 20,000 บาท

 

4. เริ่มใช้จ่ายเมื่อรายได้เริ่มดีขึ้น

หากสามารถปฏิบัติในข้อที่ 3 ได้อย่างดี นำเงินไปลงทุนจนเริ่มมีผลตอบแทนในระดับหนึ่งแล้ว จึงเริ่มใช้จ่าย มากน้อย ตามรายได้ ที่พอเหมาะ พอควร แต่ยังเน้นการนำเงินไปลงทุน อย่างต่อเนื่อง

 

5. ระวังการใช้เงินผิดทาง

หมั่นสำรวจตรวจสอบการใช้เงินของตัวเอง มีเรื่องใดบ้างที่เริ่มผิดที่ ผิดทาง เพื่อให้สามารถแก้ไขได้ทัน ระวังอย่าปล่อยให้ เกิดจนเป็นความเคยชิน ผู้เขียนชอบกินกาแฟกระป๋องๆ ละ 15 บาท วันละ 2 กระป๋องคิดเป็นเงิน 30 บาทต่อวัน หรือ 900 บาท ต่อเดือน พอมาคิดเป็นเดือนแล้ว ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะค่าเช่าหอ แค่ 1,000 บาทเท่านั้นเอง กรณีของการทำอาหาร กินเอง เงิน 30 บาทนั้นก็มากพอเป็นค่าอาหารได้ทั้ง 3 มื้อเลยทีเดียว อย่างเมนูไข่ ไข่เจียว ไข่ดาว

 

การใช้เงินผิดทางนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เข้ามา คนมีเงินมาก มีรายได้มาก จะมีโอกาสเกิด ความผิดพลาดมาก เพราะการมีเงินมาก ก็มักจะขาดความรอบคอบ ใช้อะไรไม่รู้จักคิด กว่าจะคิดได้ ก็มักจะสายไปแล้วเงิน หมดแล้ว

 

แนวทางปฏิบัติที่ได้เสนอแนะไปนี้ เป็นเรื่องยากที่คนส่วนใหญ่จะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะทำงานอิสระหรือเป็นพนักงานก็ตาม แต่ละคนมีกิเลส มีความอยาก ตามกระแสสังคมที่ยั่วยุ ยากจะทานไหว จึงมีน้อยคนที่สามารถทำได้ แต่สำหรับคนทำอาชีพ อิสระแล้ จำเป็นต้องรู้เรื่องแบบนี้ เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะเงินเล็กเงินน้อยเหล่านี้มีความสำคัญ อย่างทำอาหารกิน เอง ลดของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง กาแฟ เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว แค่นี้ก็ประหยัดเงินหลักพันบาทต่อเดือนแล้ว