บทความแนะนำแนวทางจัดการกับบัญชีธนาคารสำหรับคนทำอาชีพส่วนตัว ทำอาชีพอิสระ เพื่อให้รองรับการเสียภาษี ซึ่งในปัจจุบัน ทางสรรพากร ค่อนข้างเข้มงวด จึง ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการโดนคิดภาษีย้อนหลัง และเพื่อความง่ายในการจัดการเรื่องภาษีเช่นกัน เพราะยุคนี้ หนีภาษีไม่ได้แล้ว ต้องทำให้ถูกต้อง

การทำธุรกิจส่วนตัว ทำอาชีพส่วนตัว จำเป็นต้องศึกษาเรื่องการจัดการกับบัญชีธนาคาร เพราะสรรพากรเข้มงวดในเรื่องนี้อย่างมาก จึงต้องวางแผนให้ดี เช่น การเปิดบัญชี ธนาคารสำหรับใช้ส่วนตัว และ สำหรับธุรกิจ

 

 

ตัวอย่างการเปิดบัญชีธนาคาร

สำหรับคนทำอาชีพอิสระ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปนี้ จำเป็นจะต้องวางแผนให้ดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยยื่นเสียภาษี ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน เพราะจากนี้ไป สรรพากรจะสามารถตรวจสอบเงินในบัญชีธนาคารของเราได้ จึงต้องสามารถแจงที่มา ที่ไป ของเงินได้ว่า มาจากไหน ดังนั้น เรื่องบัญชีธนาคารจึงควรแยกไว้ 2 ส่วน ดังนี้
1. บัญชีทำธุรกิจ ไว้สำหรับทำธุรกิจของเราเท่านั้น
2. บัญชีส่วนตัว เก็บเงินฝากของเราเท่านั้น ไม่ใช้เกี่ยวกับธุรกิจ
3. บัญชีอื่นๆ ใช้เฉพาะกรณี เช่น บัญชีรับบริจาค เป็นต้น

 

1. บัญชีธนาคารสำหรับทำธุรกิจ

เริ่มจากการเปิดบัญชีธนาคารก่อน ให้เลือกธนาคารที่มีบริการต่างๆ ที่สะดวก อาจจะเปิดหลายธนาคารก็ไม่เป็นไร หากต้องการให้ลูกค้าสามารถโอนเงินได้หลายช่อง ทาง แต่ทางที่ดี ไม่ควรเปิดหลายธนาคาร บัญชีนี้ เอาไว้สำหรับทำธุรกิจเท่านั้นเช่น
1. การรับเงิน กรณีนำหมายเลขบัญชีนี้ไปแสดงในหน้าเว็บไซต์ หรือ เฟสบุ๊ค ฯลฯ เพื่อแจ้งให้ลูกค้าโอนเงินเมื่อซื้อสินค้า หากมีผู้เข้าชมจำนวนมาก มีลูกค้าจำนวนมาก สรรพากรจะมีการนำบัญชีธนาคารนั้นไปตรวจสอบ เพื่อดูว่า มีเงินเข้าออกมาน้อยเพียงใด หากมีเงินมาก และไม่เคยยื่นเสียภาษี ก็จะถูกเรียกตัวไปสอบถาม หรืออายัด บัญชีธนาคาร ฯลฯ
2. บัญชีธุรกิจนี้ ไว้ใช้สำหรับซื้อสินค้า จ่ายค่าสินค้า ค่าใช้จ่ายต่างๆ และจะต้องเก็บข้อมูลให้ละเอียดว่า ซื้อสินค้าอะไรมาขาย รับเงินจากลูกค้าเท่าไร ข้อมูลจะต้องตรงกัน เพื่อเอาไว้ยืนยันว่า เงินมีที่มาที่ไปอย่างไร หากไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ และโดนสรรพากร เรียกไปพบ ก็จะไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ ก็จะเสียภาษีเต็มจำนวน เช่น ในหนึ่งปี มีลูกค้าโอนเงินซื้อสินค้ามา 1 ล้านบาท หากไม่มีหลักฐานว่า มีค่าใช้จ่าย มีต้นทุน อะไรบ้าง ก็จะต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน เป็นต้น เรื่องของการจัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย จากนี้ไป จะต้องมีระเบียบวินัยสูงมาก หากธุรกิจมีแนวโน้มว่า สามารถไปได้ดี มีรายได้เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ทุกเดือน ทุกปี
3. เมื่อลูกค้าโอนเงินซื้อสินค้า ก็จัดการถอนเงินออกให้หมด พร้อมกับเก็บข้อมูลการซื้อขายสินค้ากับลูกค้าแต่ละคนแยกให้เป็นระเบียบ ตัวอย่าง ลูกค้าซื้อสินค้า 1000 บาท เป็นสินค้าที่เราสั่งมาขายอีกที มีต้นทุน มีค่าใช้จ่ายเท่าไร ก็ถอนเงินออกมา พร้อมจัดทำบัญชีรายรับจายจ่าย ว่าลูกค้าซื้อสินค้าอะไรบ้าง หักต้นทุน แยกกำไร ให้เป็นระบบ ระเบียบ เพื่อความง่ายในการตรวจสอบ ข้อมูลเหล่านี้ อย่าทิ้ง ต้องเก็บไว้ให้ดี ทั้งในรูปของเอกสาร หรือ ถ่ายภาพเก็บไว้ เพราะหากโดนภาษีย้อนหลัง หรือ ทางสรรพากรร เรียกดูหลักฐาน ก็จะสามารถชี้แจงได้ ไม่เช่นนั้น โดนแน่นอน บางทีก็เรียกย้อนหลังไปหลายปี
4. ห้ามใช้บัญชีนี้ รับโอนเงิน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ เช่น การยืมเงินเพื่อน หรือให้คนใกล้ชิดโอนเข้าบัญชีนี้ อย่างเด็ดขาด เพราะยากในการชี้แจ้งว่า รับเงินมาจากที่ใด และโอนไปที่ใด

 

2. บัญชีธนาคารสำหรับใช้ส่วนตัว

บัญชีนี้เอาไว้เก็บเงินฝากของเราเท่านั้น ไม่ใช้เกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อให้การบริหารจัดการทำได้ง่าย
1. อย่าเปิดบัญชีนี้กับธนาคารเดียวกันกับบัญชีธุรกิจ เพราะหากบัญชีธุรกิจ มีการโอนเงินมากเกิน 3000 ครั้งต่อปี หรือ 200 ครั้งต่อปี จำนวนเงินเกิน 2 ล้านบาท ทาง ธนาคารจะนำข้อมูลการฝาก โอน ถอน เข้าบัญชี ทุกบัญชีที่เปิดกับธนาคารนั้น ไปส่งให้สรรพากร ดังนั้นจะต้องเปิดบัญชีกับธนาคาคารอื่น ดังนั้นบัญชีนี้ซึ่งไม่ได้ใช้เชิงธุรกิจ จะถูกส่งไปด้วย หากมีเงินเข้าออกมาก ก็ต้องชี้แจงว่า เงินมาจากไหน
2. เงินที่นำเข้ามาฝากในบัญชี ต้องสามารถระบุได้ว่า เงินมาจากไหน เช่น กำไรจากการขายของให้นาย ก นาง ข เป็นต้น
3. อย่าใช้รับโอนเงินบ่อยครั้ง และ จำนวนมาก เพราะจะถูกตรวจสอบ
4. หากไม่เคยยื่นเสียภาษีมาก่อน และยังไม่ทำให้ถูกต้อง และธุรกิจที่ทำอยู่มีแนวโน้มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ต้องศึกษาเรื่องการเสียภาษีอย่างจริงจัง ศึกษาการถูกอายัดบัญชี หากสรรพากรเรียกไปสอบถาม บัญชีนี้จะโดนไปด้วยหรือไม่ หากคาดว่าจะโดน ก็ต้องถอนเงินเก็บสำรองไว้ เพื่อให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ไม่โดนอายัดทุกบัญชี ทำให้ ธุรกิจชะงัก เดินต่อไม่ได้

 

3. บัญชีอื่นๆ

บัญฃีนี้เอาไว้ใช้เฉพาะกรณี เช่น บัญชีรับบริจาค อย่าให้โอนเงินเข้าบัญชีธุรกิจ หรือ บัญชีส่วนตัว แต่ทั้งนี้ ก็จะต้องศึกษาเรื่องการเสียภาษี ให้ดีเสียก่อน เพราะเคยมีกรณี เกิดขึ้นมาแล้ว อย่างสรรพากรเรียกเก็บภาษีที่ประชาชนร่วมกันบริจาคให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ช่วยเหลือสังคม บริจาคเงินให้เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย ธรรมชาติ แต่สรรพากรเรียกเก็บภาษีจากคนผู้นั้น ดังนั้นจึงต้องระวังเช่นกัน มีเงินเข้าออก บ่อยครั้ง และ จำนวนเกิน 1.8 ล้าน มีโอกาสโดนสรรพากรเรียกตรวจสอบ

 

การทำธุรกิจในทุกวันนี้ต้องศึกษาเรื่องภาษีค่อนข้างมาก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการใช้บัญชีธนาคารด้วยเช่นกัน เพราะเงินที่โอนเข้า หรือถอนออก สรรพากรจะสามารถ ตรวจสอบได้ หากมียอดเงินมาก และไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้ ก็จะมีโอกาสทำให้เสียเงินค่าภาษีค่อนข้างมาก ทุกวันนี้ การหลบภาษีเป็นเรื่องยาก เพราะระบบสามารถ ตรวจสอบได้อย่างดี ด้วยการให้ธนาคารมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลการทำฝากเงิน ถอนเงินให้ทางสรรพากร ดังนั้นยากจะหลบอีกต่อไป จึงควรทำให้ถูกต้อง